เมนู
ค้นหา

6 ส.ค. 2563  ดุสเซลดอล์ฟ เยอรมนี

เฮงเค็ลรายงานผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกและไตรมาสที่สองของปี พ.ศ. 2563

ผลประกอบการทางธุรกิจของเฮงเค็ลโดยรวม ยังเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งแม้จะได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19

  • มุ่งเน้นที่ความปลอดภัยของพนักงาน กลุ่มลูกค้า และให้ความช่วยเหลือชุมชน
  • ยอดขายรวม (nominal sales) ครึ่งปีแรกอยู่ที่ 9,485 ล้านยูโร ลดลงร้อยละ 6.0 โดยมียอดขายสุทธิที่ไม่รวมผลกระทบอื่นๆ (organic sales) ลดลงร้อยละ 5.2
  • ผลกำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ 1,191 ล้านยูโร ต่ำกว่าปีก่อนร้อยละ 27.5
  • อัตราผลกำไรจากการดำเนินงานที่ปรับแล้วอยู่ที่ร้อยละ 12.6 หรือ ลดลง 370 เบสิสพอยท์
  • กำไรต่อหุ้นบุริมสิทธิที่ปรับปรุงแล้วอยู่ที่ 1.96 ยูโร ลดลงร้อยละ 29.2 และลดลงร้อยละ 28.2 ณ อัตราแลกเปลี่ยนคงที่ (constant currency)
  • กระแสเงินสดอิสระยังแข็งแกร่งอยู่ที่ 938 ล้านยูโร มีฐานะทางการเงินที่ดีขึ้น
  • ยังไม่มีความชัดเจนเพิ่มเติมสำหรับผลประกอบการรวมในปี 2563 เนื่องจากยังมีความไม่แน่นอนของตลาดอย่างต่อเนื่อง
  • การดำเนินการตามเป้าหมายใหม่ๆเพื่อการเติบโตยังเป็นไปตามแผนงานที่ตั้งไว้

"ในช่วงครึ่งปีแรก เฮงเค็ลได้รับผลกระทบอย่างมากจากสภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยทั่วโลก และอุปสงค์ที่ลดลงอย่างฉับพลันในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ซึ่งในช่วงเวลาวิกฤติการณ์ทั่วโลกที่ไม่สามารถคาดเดาได้เช่นนี้ เรามุ่งเน้นที่การดูแลพนักงาน กลุ่มลูกค้า และทำให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้ พร้อม ๆ กับให้การสนับสนุนชุมชน เราขอขอบคุณในความตั้งใจและความมุ่งมั่นของทีมงานทั่วโลกของเรา ที่ทำให้เราสามารถบรรลุเป้าหมายของช่วงครึ่งแรกของปี 2563ได้ ความหลากหลายของธุรกิจเราทั้งในภาคผู้บริโภคและภาคอุตสาหกรรมช่วยให้เราสามารถลดผลกระทบต่อยอดขายรวมและผลกำไรของเราจากวิกฤติในครั้งนี้ ยอดขายของเฮงเค็ลในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 อยู่ที่ 9.5 พันล้านยูโร มีผลกำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ 1.2 พันล้านยูโร และอัตราผลกำไรจากการดำเนินงานที่ปรับแล้วอยู่ที่ร้อยละ 12.6 เราจ่ายเงินปันผลเต็มจำนวนสำหรับปี 2562 ให้กับผู้ถือหุ้นและยังสามารถมีกระแสเงินสดอิสระที่แข็งแกร่งและมีฐานะการเงินสุทธิที่ดีขึ้น ในช่วงวิกฤติ เราไม่มีการออกนโยบายลดระยะเวลาในการทำงาน ไม่ได้ขอรับความช่วยเหลือจากรัฐบาล หรือลดจำนวนพนักงานอันเนื่องมาจากผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 โดยสรุปแล้ว ผลประกอบการธุรกิจของเฮงเค็ลโดยรวมยังเติบโตดีท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ท้าทายเช่นนี้" นายคาร์สเทน โนเบล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเฮงเค็ลกล่าว

เฮงเค็ลรายงานยอดขายในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 ที่ 9,485 ล้านยูโร ลดลงร้อยละ 6.0 โดยมียอดขายลดลงสุทธิที่ร้อยละ 5.2 เมื่อเทียบกับตัวเลขในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา เฮงเค็ลยังได้กำไรจากการดำเนินงานซึ่งปรับแล้วที่ 1,191 ล้านยูโรในช่วงหกเดือนแรกของปี 2563 ต่ำกว่าช่วงเวลาเดียวกันในปีก่อนร้อยละ 27.5 โดยที่อัตรากำไรก่อนหักดอกเบี้ยและภาษีอยู่ที่ ร้อยละ 12.6 ลดลง 370 เบสิสพอยท์ เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา

ในช่วงหกเดือนแรก ธุรกิจเทคโนโลยีกาวได้รับผลกระทบหลักจากอุปสงค์ที่ลดลงอย่างมีนัยยะของลูกค้ารายใหญ่ ๆ ของภาคอุตสาหกรรม ธุรกิจบิวตี้แคร์ได้รับผลกระทบเชิงลบจากธุรกิจร้านทำผม เนื่องด้วยมาตรการการปิดให้บริการในหลายประเทศ ในทางกลับกันธุรกิจผลิตภัณฑ์ซักล้างและผลิตภัณฑ์ในครัวเรือนมีการเติบโตอย่างมาก โดยได้รับการสนับสนุนจากอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากของผลิตภัณฑ์ที่ใช้ทำความสะอาด

เนื่องจากยังมีความไม่แน่นอนของตลาดอย่างต่อเนื่อง เราจึงไม่อาจมองเห็นภาพที่ชัดเจนสำหรับปี 2563 ได้ นายคาร์สเทน โนเบล กล่าว

“ในขณะที่เราเผชิญกับภาวะวิกฤติในปัจจุบัน เฮงเค็ลยังคงทุ่มเทอย่างเต็มกำลังเพื่อการเติบโตของบริษัทตามแผนที่ได้วางไว้ในปีต่อๆ ไป เราได้ริเริ่มโครงการต่างๆ ตามกรอบยุทธศาสตร์ และจะยังคงขับเคลื่อนการดำเนินงานต่างๆ ตามแผนการเติบโตต่อไป”

ยอดขายและผลประกอบการของกลุ่มในช่วงครึ่งแรกของปี 2563

ยอดขายที่ 9,485 ล้านยูโรในครึ่งแรกของปี 2563 นั้น ลดลงร้อยละ 6.0 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีก่อนหน้า (Q2: 4,558 ล้านยูโร ลดลงร้อยละ 11.0) ยอดขายสุทธิ (organic sales) ที่ไม่รวมผลกระทบจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน การเข้าซื้อกิจการ/การขายกิจการ แสดงให้เห็นการเติบโตของยอดขายสุทธิที่ลดลงร้อยละ 5.2 (Q2: ลดลงร้อยละ 9.4) การเข้าซื้อกิจการ/การขายกิจการซึ่งส่งผลให้ยอดขายเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.3 (Q2: ร้อยละ 0.2) ในขณะที่อัตราแลกเปลี่ยนส่งผลกระทบในเชิงลบทำให้ยอดขายลดลงร้อยละ 1.1 (Q2: ลดลงร้อยละ 1.9)  

ตลาดเกิดใหม่มีการเติบโตของยอดขายลดลงร้อยละ 2.6 (Q2: ลดลงร้อยละ 7.1)
ตลาดที่พัฒนาแล้ว มีการเติบโตของยอดขายลดลงร้อยละ 6.9 (Q2: ลดลงร้อยละ 10.9)

ยอดขายครึ่งปีแรกในยุโรปตะวันตกมีการเติบโตของยอดขายลดลงร้อยละ 8.0 (Q2: ลดลงร้อยละ 11.6) ในขณะที่ยุโรปตะวันออกมีการเติบโตของยอดขายที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.1 (Q2: ลดลงร้อยละ 3.8) และในแอฟริกาและตะวันออกกลาง มีการเติบโตของยอดขายร้อยละ 4.2 (Q2: โตเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.4)  ในภูมิภาคอเมริกาเหนือ มียอดขายลดลงร้อยละ 6.4 (Q2: ลดลงร้อยละ 10.9) ภูมิภาคละตินอเมริกามียอดขายลดลงร้อยละ 11.4 (Q2: ลดลงร้อยละ 20.1) สำหรับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก มียอดขายลดลงร้อยละ 6.4 (Q2: ลดลงร้อยละ 7.2)   

กำไรจากการดำเนินงานที่ปรับปรุงแล้ว (adjusted EBIT) ลดลงร้อยละ 27.5 จาก 1,641 ล้านยูโรในครึ่งแรกของปีที่แล้วมาอยู่ที่ 1,191 ล้านยูโรในปี 2563   

กำไรก่อนหักดอกเบี้ยและภาษีที่ปรับปรุงแล้ว (adjusted EBIT margin) ในครึ่งปีแรกอยู่ที่ร้อยละ 12.6 ลดลง 3.7 เปอร์เซ็นต์เทจพอยท์จากปีก่อน

กำไรต่อหุ้นบุริมสิทธิที่ปรับปรุงแล้ว (adjusted EPS) ลดลงร้อยละ 29.2 จาก 2.77 ยูโรในครึ่งแรกของปี 2562 มาอยู่ที่ 1.96 ยูโร โดยกำไรต่อหุ้นบุริมสิทธิที่ปรับปรุงแล้วลดลงร้อยละ 28.2  ณ อัตราแลกเปลี่ยนคงที่

เงินทุนหมุนเวียนสุทธิ (net working capital) มีการปรับตัวที่ดีขึ้นโดยอยู่ที่ร้อยละ 4.4 ของยอดขาย ซึ่งต่ำกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า (ร้อยละ 6.7) อย่างมีนัยสำคัญ

กระแสเงินสดอิสระ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 ยังคงมีความแข็งแกร่งอยู่ที่ 938 ล้านยูโร (ในช่วงครึ่งแรกของปี 2562 อยู่ที่ 990 ล้านยูโร)

ฐานะทางการเงินสุทธิ (net financial position) ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2563 ดีขึ้นมาอยู่ที่ -1,951 ล้านยูโร (เทียบกับ -2,047 ล้านยูโรเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2562) แม้จะมีการจ่ายเงินปันผลที่ประมาณ 800 ล้านยูโรในไตรมาสที่สอง

ผลประกอบการรายกลุ่มธุรกิจครึ่งแรกของปี 2563

ยอดขายในครึ่งแรกของปี 2563 กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีกาว รายงานยอดขายที่ 4,153 ล้านยูโร ลดลงร้อย 12.2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า (Q2: 1,944 ล้านยูโร ลดลงร้อยละ 19.7) โดยมียอดขายสุทธิ (ที่ไม่รวมผลกระทบอื่นๆ) ลดลงร้อยละ 10.9 (Q2: ลดลงร้อยละ 17.4) ด้วยภาวะอุตสาหกรรมที่ไม่เอื้ออำนวยโดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรับลดลงอย่างรุนแรงในภาคอุตสาหกรรมและยานยนต์อันเนื่องมาจากการระบาดของโควิด-19 กำไรจากการดำเนินงานที่ปรับปรุงแล้วลดลงร้อยละ 36.6 มาอยู่ที่ 543 ล้านยูโร และอัตรากำไรต่อยอดขายที่ปรับปรุงแล้วที่ร้อยละ 13.1 ต่ำกว่าครึ่งแรกของปี 2562 โดยกำไรที่ลดลงนั้นเป็นผลมาจากปริมาณการขายที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัดเนื่องด้วยการแพร่ระบาดของโควิด-19

กลุ่มธุรกิจบิวตี้แคร์ รายงานยอดขายในครึ่งแรกของปี 2563 ที่ 1,818 ล้านยูโร ลดลงจากปีก่อนร้อยละ 7.4 (Q2: 883 ล้านยูโร ลดลงร้อยละ 11.9) โดยมียอดขายสุทธิ (คำนวณโดยไม่พิจารณาผลกระทบอื่นๆ) ลดลงร้อยละ 8.5 (Q2: ลดลงร้อยละ 12.8) อันเป็นผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในธุรกิจร้านทำผม กำไรจากการดำเนินงานที่ปรับปรุงแล้วอยู่ที่ 172 ล้านยูโร ลดลงร้อยละ 35.4 เมื่อเทียบกับครึ่งแรกของปีก่อน โดยมีกำไรที่ปรับปรุงแล้วคิดเป็นร้อยละที่ 9.4 ของยอดขาย เนื่องจากปริมาณการขายที่ลดลงในธุรกิจร้านเสริมสวย

กลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์ซักล้างและผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน รายงานยอดขายที่ 3,460 ล้านยูโร เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.8 (Q2: 1,705 ล้านยูโร เพิ่มขึ้นมาร้อยละ 2.3) โดยมียอดขายสุทธิ (คำนวณโดยไม่พิจารณาผลกระทบอื่นๆ) เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.9 ในครึ่งแรกของปี 2563 (Q2: ร้อยละ 4.4) ในขณะที่กำไรจากการดำเนินงานที่ปรับปรุงแล้ว 531 ล้านยูโร ลดลงร้อยละ 6.0 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยกำไรต่อยอดขายที่ลดลงเหลือร้อยละ 15.3 เป็นผลจากการลงทุนที่เพิ่มขึ้นในด้านการตลาดและการโฆษณา รวมถึงระบบดิจิทัลและไอที

การเติบโตอย่างมีเป้าหมาย: การดำเนินงานภายใต้กรอบกลยุทธ์ใหม่

ในช่วงต้นเดือนมีนาคม 2563 เฮงเค็ลได้นำเสนอเป้าหมายการเติบโตในปีต่อๆ ไป ได้จัดวางกรอบกลยุทธ์ใหม่ที่ชัดเจน ได้แก่ การจัดกลุ่มธุรกิจแห่งความสำเร็จ ความสามารถทางการแข่งขัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านนวัตกรรม ความยั่งยืน การเปลี่ยนแปลงไปสู่ยุคดิจิทัล โมเดลการทำงานที่พร้อมสำหรับอนาคต  และวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่ง เพื่อการเติบโตอย่างมีเป้าหมายและเพื่อมุ่งสู่ความสำเร็จในอนาคต “โดยกรอบกลยุทธใหม่นี้จะช่วยให้เราประสบความสำเร็จในทศวรรษ 20s ด้วยการมุ่งเน้นไปที่การเติบโตอย่างมีเป้าหมาย” นายคาร์สเทน โนเบล อธิบาย “นับตั้งแต่มีการประกาศออกไปในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เรามีความก้าวหน้าในการริเริ่มทำสิ่งใหม่ๆ และดำเนินการตามมาตรการต่าง ๆ ไปแล้ว”

องค์ประกอบสำคัญของทิศทางธุรกิจในอนาคตของเฮงเค็ล คือ การบริหารพอร์ตการลงทุนในเชิงรุก เฮงเค็ลได้ระบุแบรนด์และหมวดหมู่ผลิตภัณฑ์ที่มียอดขายรวมมากกว่าหนึ่งพันล้านยูโรซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในธุรกิจผู้บริโภคโดยได้กำหนดจะหยุดหรือขายกิจการสำหรับธุรกิจกลุ่มเหล่านี้ประมาณร้อยละ 50 ภายในสิ้นปี 2564 แม้ตลาดจะมีความไม่แน่นอน แต่เฮงเค็ลยืนยันที่จะดำเนินการปรับพอร์ตการลงทุนภายใต้กรอบของเวลาที่กำหนดไว้ สำหรับปีนี้เฮงเค็ลได้หยุดดำเนินการทางธุรกิจต่างๆ ซึ่งมียอดขายรวมประมาณ 80 ล้านยูโร โดยส่วนมากจะอยู่ในหน่วยธุรกิจเทคโนโลยีกาว

นอกเหนือจากการบริหารพอร์ตการลงทุนแล้ว การเข้าซื้อกิจการยังคงเป็นส่วนสำคัญในกลยุทธ์ของเฮงเค็ล เมื่อเร็วๆ นี้เฮงเค็ลได้ลงนามในธุรกรรม 2 รายการ ซึ่งมีราคาซื้อรวมกันประมาณ 500 ล้านยูโร ในกลุ่มธุรกิจบิวตี้แคร์ เฮงเค็ลได้ขยายกิจกรรมดิจิทัลโดยตรงสู่ผู้บริโภค (D2C) ผ่านการเข้าถือหุ้นใหญ่ในธุรกิจที่ประกอบด้วยแบรนด์ความงามระดับพรีเมี่ยมที่เติบโตอย่างรวดเร็ว 3 แบรนด์ ในธุรกิจเทคโนโลยีกาว เฮงเค็ลจะขยายตำแหน่งในด้านผลิตภัณฑ์กาวและซีลแลนท์สำหรับผู้บริโภคและช่างฝีมือในทวีปอเมริกาเหนือด้วยการเข้าซื้อกลุ่มผลิตภัณฑ์ซีลแลนท์สำหรับผู้บริโภค ภายใต้แบรนด์ GE และเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งในการแข่งขัน เฮงเค็ลจะมุ่งเน้นไปที่การเร่งสร้างนวัตกรรม เพิ่มความยั่งยืน ให้เป็นปัจจัยที่จะสร้างความแตกต่างและปฏิรูปดิจิทัลเพื่อสร้างมูลค่าให้กับลูกค้าและผู้บริโภค

เฮงเค็ลมีเป้าหมายที่จะเร่งสร้างนวัตกรรมด้วยการเพิ่มการลงทุน ซึ่งรวมถึงแนวทางการพัฒนานวัตกรรม นวัตกรรมและแบรนด์จะได้รับการสนับสนุนด้านการลงทุนที่สอดคล้องกันทั้งในหมวดหมู่ผลิตภัณฑ์และภูมิภาคหลักๆ ดังนั้นเฮงเค็ลจึงมุ่งมั่นที่จะเพิ่มการลงทุนในด้านการโฆษณา ดิจิทัล และไอที ในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายด้านเศรษฐกิจมหภาค เฮงเค็ลยังคงเพิ่มการลงทุนด้วยจำนวนตัวเลขสูงถึงสองหลักปลายๆของล้านยูโร

ด้านเทคโนโลยีกาว เฮงเค็ลยังคงลงทุนในศูนย์นวัตกรรมล้ำสมัยในเมืองดุสเซลดอร์ฟ ในธุรกิจผู้บริโภค เฮงเค็ลได้เพิ่มกลุ่มผลิตภัณฑ์ด้านสุขอนามัยและขีดความสารถในการผลิตน้ำยาล้างมือและผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดใหม่ๆ ในภูมิภาคต่างๆ อย่างรวดเร็ว

เสาหลักของกลยุทธ์การแข่งขันของเฮงเค็ลคือการสร้างความแตกต่างอย่างชัดเจนในตลาดผ่านนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพ ในเทคโนโลยีกาว เฮงเค็ลใช้กลุ่มอุตสาหกรรมที่กว้างขวางของธุรกิจสำหรับโซลูชั่นของเทคโนโลยีการปิดผนึกและปิดช่องว่างบนหน้าสัมผัสในการเปิดตัวกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อการกันน้ำให้กับสมาร์ทโฟนระดับไฮเอนด์ และนี่เป็นความร่วมมือกับแบรนด์สมาร์ทโฟนรายใหญ่ของโลก กลุ่มบิวตี้แคร์ได้เปิดตัวแบรนด์ Simply Color ของ Schwarzkopf โดยอิงจากเทรนด์ธรรมชาติในการทำสีผมที่เป็น “เทคโนโลยี” มากขึ้น ธุรกิจผลิตภัณฑ์ซักล้างและผลิตภัณฑ์ในครัวเรือนได้เปิดตัว Persil 4in1 Discs โดยในขณะนี้ Persil Discs ทำรายได้เกือบร้อยละ 10 ของยอดขายทั้งหมดภายใต้แบรนด์ Persil

ความยั่งยืนนั้นเป็นหนึ่งในจุดแข็งหลักของเฮงเค็ล เฮงเค็ลได้รับการยกย่องจากดัชนีและการจัดอันดับต่างๆ เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านความยั่งยืน เฮงเค็ลยังคงมุ่งมั่นที่จะเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้วยการสร้างความแข็งแกร่งในการเป็นผู้นำด้านความยั่งยืนเพิ่มขึ้น โดยได้กำหนดขั้นตอนและเป้าหมายที่ชัดเจนไว้แล้ว ซึ่งหนึ่งในองค์ประกอบนั้นก็คือการเป็นบริษัทที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมภายในปี พ.ศ.2583

เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เฮงเค็ลเป็นบริษัทระดับโลกแห่งแรกที่ออกพันธบัตรเพื่อลดขยะพลาสติก เป็นอีกก้าวใหม่ของเฮงเค็ลในการพัฒนาความยั่งยืนโดยใช้เครื่องมือทางการเงินที่น่าสนใจของบริษัท การดำเนินการในพันธบัตร
ด้วยมูลค่าประมาณ 100 ล้านยูโรนี้ จะถูกจัดสรรให้โครงการและการใช้จ่ายในกิจกรรมของเฮงเค็ลที่เกี่ยวข้องกับการลดขยะพลาสติก การออกพันธบัตรนี้เป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นของเฮงเค็ลที่ส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนและลดขยะพลาสติก รวมถึงแนวทางการเงินที่ยั่งยืน  

นอกจากนี้ เฮงเค็ลยังได้พัฒนาการออกแบบ เครื่องมือรีไซเคิล"EasyD4R" ที่ช่วยประเมินการรีไซเคิลของบรรจุภัณฑ์ได้อย่างรวดเร็วและเชื่อถือได้ตั้งแต่เริ่มต้นในกระบวนการพัฒนา ซอฟต์แวร์ของเฮงเค็ลที่บริษัทและหน่วยงานอื่น  ๆ สามารถนำไปใช้ได้ในปัจจุบันนี้ไม่เพียงแต่ครอบคลุมแค่บรรจุภัณฑ์พลาสติกที่หลากหลายเท่านั้น แต่ยังสามารถใช้ได้กับบรรจุภัณฑ์วัสดุอื่น ๆ ได้ด้วย เช่น กระดาษ แก้ว หรืออลูมิเนียม

ความก้าวหน้าในด้านความยั่งยืนของเฮงเค็ลยังได้สะท้อนให้เห็นจากผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภคและกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรม ตัวอย่างเช่นในธุรกิจผลิตภัณฑ์ซักล้างและผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ Pro Nature ได้แตกไลน์ออกไปจากการเปิดตัว Somat และ Bref Pro Nature ขณะที่ผลิตภัณฑ์ Pro Nature ที่มีวางจำหน่ายใน 30 ประเทศ มีส่วนผสมจากธรรมชาติมากถึง 99.9% และใช้บรรจุภัณฑ์ที่มีพลาสติกรีไซเคิลได้ถึง 100%
กลุ่มผลิตภัณฑ์บิวตี้แคร์ได้เปิดตัวแชมพู สบู่สำหรับผิวกายและผิวหน้าภายใต้แบรนด์ Nature Box และ N.A.E. – บรรจุภัณฑ์ปราศจากพลาสติก

เทคโนโลยีกาวกลุ่ม Loctite Liofol ได้นำเสนอสารเคลือบผิวที่ซีลด้วยความร้อนและซีลเย็น(ไม่ใช้ความร้อน)แบบรีไซเคิลที่ผ่านการรับรองแล้วเข้าสู่ตลาดซึ่งช่วยให้เราสามารถใช้กระดาษทดแทนโพลีเอทิลีนได้อย่างหลากหลายทั้งสำหรับบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารและบรรจุภัณฑ์ที่ไม่ใช่อาหาร

นอกเหนือจากนวัตกรรมและความยั่งยืนแล้ว เฮงเค็ลได้กำหนดให้กระบวนการเข้าสู่ความเป็นดิจิทัลซึ่งเป็นอีกหนึ่งแกนหลักในการเสริมสร้างขีดความสามารถการแข่งขันของบริษัท ในช่วงครึ่งปีแรกยอดขายจากช่องทางดิจิทัลของเฮงเค็ลในส่วนธุรกิจผลิตภัณฑ์บิวตี้แคร์ และธุรกิจผลิตภัณฑ์ซักล้างและผลิตภัณฑ์ในครัวเรือนรวมกันแล้วเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 60 ทำให้ยอดขายในช่องทางดิจิทัลของเฮงเค็ลมีส่วนแบ่งเข้าใกล้ช่วง15%ของยอดขายทั้งหมด การตั้งหน่วยธุรกิจใหม่อย่าง "ธุรกิจดิจิทัล" สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของเฮงเค็ลที่ต้องการเป็นผู้นำธุรกิจด้านดิจิทัลในภาคอุตสาหกรรม และนำมาซึ่งมูลค่าที่คุ้มค่าแก่ลูกค้า ดังนั้นเมื่อปลายเดือนมิถุนายน เฮงเค็ลจึงได้เปิดตัวรูปแบบการดำเนินงานแบบใหม่สำหรับกิจกรรมดิจิทัลและไอที พร้อมกับนำทีมไอที ผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจดิจิทัล ทีมธุรกิจที่เกี่ยวข้อง และ HenkelX Ventures นำทีมโดยผู้อำนวยการฝ่ายดิจิทัลและข้อมูลข่าวสารของเฮงเค็ล

อีกหนึ่งองค์ประกอบหลักของกรอบกลยุทธเฮงเค็ลคือกระบวนการทางธุรกิจที่มีประสิทธภาพ คล่องแคล่ว รวดเร็ว และพร้อมสำหรับอนาคต เฮงเค็ลได้ทบทวนกระบวนการและโครงสร้างทางธุรกิจอย่างสม่ำเสมอว่ามีประสิทธิภาพ รวดเร็ว เรียบง่าย และสามารถปรับให้เข้ากับการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงในตลาดได้หรือไม่ นอกจากนี้ การพัฒนารูปแบบธุรกิจใหม่ๆ โดยมุ่งเน้นไปที่ความใกล้ชิดกับลูกค้าและผู้บริโภค เฮงเค็ลประสบความสำเร็จในการนำรูปแบบการดำเนินงานใหม่ๆ มาใช้ในกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีกาวและองค์กรจัดซื้อที่เกียวข้อง ในกลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์ซักล้างและผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน และธุรกิจบิวตี้แคร์นั้นมีการมุ่งเน้นไปในระดับภูมิภาคมากขึ้นและยังคงสนับสนุนในเรื่องความใกล้ชิดกับลูกค้าและผู้บริโภค

การพัฒนาวัฒนธรรมองค์กรและการเร่งสร้างการเปลี่ยนถ่ายวัฒนธรรมยังเป็นองค์ประกอบเพิ่มเติมในการนำพาบริษัทต่อไปในภายหน้า ความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมวัฒนธรรมการทำงานร่วมกัน สำหรับเฮงเค็ลแล้ว การเพิ่มพูนทักษะของพนักงานและความเป็นมืออาชีพเป็นสิ่งสำคัญ ในครึ่งแรกของปี 2563 เฮงเค็ลได้จัดให้มีการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะด้านต่างๆที่บริษัทได้ออกแบบมาโดยเฉพาะให้กับพนักงาน เช่น เรื่องการเป็นผู้นำ การเข้าสู่ความเป็นระบบดิจิทัล และนวัตกรรม เป็นต้น ในภาวะการแพร่ระบาดของโควิด-19 นี้เป็นเครื่องพิสูจน์วัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่ง ความยืดหยุ่น และความทุ่มเทของพนักงานเฮงเค็ลทั่วโลก

มาตรการเพื่อรับมือกับการระบาดของโควิด-19

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตและส่งผลอย่างหนักต่อเศรษฐกิจทั่วโลก ในช่วงวิกฤตินี้ สุขภาพและความปลอดภัยของพนักงาน ลูกค้า และคู่ค้าทางธุรกิจ คือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเฮงเค็ล บริษัทได้ออกมาตรการดูแลป้องกันสุขภาพที่หลากหลายมาตั้งแต่เริ่มต้น และในขณะเดียวกัน เฮงเค็ลได้ตั้งใจดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจและให้บริการแก่ลูกค้าและผู้บริโภคทั่วโลกต่อไป นอกจากนี้ เฮงเค็ลยังได้จัดโครงการช่วยเหลือทั่วโลก ซึ่งรวมถึงการบริจาคเงินให้แก่กองทุน COVID-19 Solidarity Response ขององค์การอนามัยโลก (WHO) และมูลนิธิองค์การสหประชาชาติ (UN) และหน่วยงานที่ได้รับการคัดเลือกแล้วทั่วโลก ยิ่งไปกว่านั้น เฮงเค็ลยังได้บริจาคผลิตภัณฑ์สำหรับสุขอนามัยส่วนบุคคลและภายในบ้านมากกว่า 5 ล้านชิ้น และได้ผลิตน้ำยาฆ่าเชื้อที่โรงงานของบริษัท สำหรับความช่วยเหลือในระดับโลกนั้น เฮงเค็ลได้ผลิตและบริจาคน้ำยาฆ่าเชื้อมากกว่า 111,000 ลิตร เพื่อช่วยเหลือสนับสนุนหน่วยงานด้านสุขภาพและโรงพยาบาล จนถึงปัจจุบันนี้ เฮงเค็ลได้ให้การสนับสนุนโครงการที่เกี่ยวข้องกับโควิด-19 ไปมากกว่า 500 โครงการในกว่า 40 ประเทศทั่วโลก โดยช่วยเหลือผู้คนกว่า 5 ล้านคนที่กำลังอยู่ในภาวะขาดแคลนจากวิกฤติการณ์โควิด-19

“เรามีความจำเป็นต้องปรับตัวอย่างต่อเนื่องไปกับการเปลี่ยนแปลงของวิกฤติ เราต้องยืดหยุ่นและตอบสนองอย่างรวดเร็วต่อการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในตลาด ปฏิรูปและสร้างรากฐานใหม่อยู่ตลอดเวลา ทั้งนี้ผมเชื่อมั่นว่าทีมงานทั่วโลกของเราที่ทุ่มเทอย่างเต็มกำลัง และกรอบกลยุทธ์ใหม่ที่มุ่งเน้นการเติบโตอย่างมีเป้าหมาย งบดุลที่แข็งแกร่ง ความยืดหยุ่นทางการเงิน และความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง จะทำให้เราพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ยากลำบากนี้และเราจะสามารถผ่านวิกฤตินี้ไปได้อย่างเข้มแข็ง” นายคาร์สเทน โนเบล กล่าวสรุป

คุณคาร์สเทน โนเบิล ประธานกรรมการบริหาร

มาร์โค สโวโบดา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายการเงิน ฝ่ายจัดซื้อและโซลูชั่นธุรกิจบูรณาการ

แม็กกี้ แทน เฮงเค็ล เอจี แอนด์ โค เคจีเอเอ ฝ่ายสื่อสารองค์กร ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ +65 6424 7045 ส่งอีเมลล์ ดาวน์โหลดนามบัตร เพิ่มเนื้อหาของฉัน

ข้อมูลเพิ่มเติม