เมนู
ค้นหา

23 ก.พ. 2560  กรุงเทพ

ผลประกอบการในปีงบประมาณ 2559 เติบโตอย่างแข็งแกร่ง

เฮงเค็ลเผยรายงานยอดขายและกำไรตามสถิติที่บันทึกได้

  • ยอดขายเพิ่มขึ้น ร้อยละ 3.5 เป็นมูลค่า 18,714 ล้านยูโร (อัตราการเติบโตแบบปกติ + ร้อยละ 3.1)
  • ผลประกอบการที่แข็งแกร่งในตลาดเกิดใหม่ (อัตราการเติบโตแบบปกติ + ร้อยละ 6.8)
  • กำไรจากการดำเนินงาน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 8.5 เป็นมูลค่า 3,172 ล้านยูโร
  • กำไรก่อนหักดอกเบี้ยและภาษี (EBIT) หลังการปรับปรุง เพิ่มขึ้น +70 จุด เป็น ร้อยละ 16.9
  • กำไรสุทธิต่อหุ้นบุริมสิทธิ์ (EPS) + ร้อยละ 9.8 เป็น 5.36 ยูโร
  • เงินปันผลสองหลัก เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.2 เป็น 1.62 ยูโร ต่อหุ้นบุริมสิทธิ์

นายฮานส์ แวน ไบเล่น, ประธานกรรมการบริหารของเฮงเค็ล เผยถึงผลประกอบการในปีที่ผ่านมาว่า “ปี 2559 เป็นปีที่ประสบความสำเร็จอย่างมากสำหรับเฮงเค็ล ในตลาดที่มีการแข่งขันสูง เราสร้างสติถิใหม่ด้านยอดขายและรายได้ และบรรลุเป้าหมายทางการเงินที่บริษัทฯ ประเมินไว้สำหรับปี 2559 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ทำกำไรจากการดำเนินงานได้มากกว่า 3 พันล้านยูโร และในเดือนกันยายนที่ผ่านมาเราได้เข้าซื้อกิจการ บริษัท เดอะ ซัน โปรดักส์ ซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ในกิจกรรมการซื้อขายที่บริษัทเคยทำมา นับเป็นก้าวสำคัญสำหรับเฮงเค็ล ตอกย้ำความแข็งแกร่งในธุรกิจผลิตภัณฑ์ซักล้าง และผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน ของอเมริกาเหนือ นอกจากนี้ ในเดือนพฤศจิกายน เราได้ประกาศนโยบายใหม่ และแผนกลยุทธสำหรับปี 2020 เป็นต้นไป รากฐานที่แข็งแรงของบริษัท จากความสำเร็จที่ผ่านมาในปี 2559 เฮงเค็ลมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง”

ภาพรวมสำหรับปี 2017

สำหรับปี 2560 นายฮานส์ แวน ไบเล่น กล่าวว่า “สภาพตลาดในปีนี้ยังคงผันผวนอยู่ แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยกลยุทธที่ชัดเจน ทีมงานระดับโลกที่แข็งแกร่ง และความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรม และเทคโนโลยีในตลาด บริษัทสามารถเติบโตด้านกำไรได้อีก ในปีนี้ เราคาดหวังยอดขายแบบปกติเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 2 เป็น ร้อยละ 4
กำไรก่อนหักดอกเบี้ยและภาษี (EBIT) เพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 17 และกำไรสุทธิต่อหุ้นบุริมสิทธิ์เติบโตในระหว่างอัตราร้อยละ 7 และ 9”

ผลประกอบการและกำไรปี 2016

ยอดขายจำนวน 18,714 ล้านยูโร ในปี 2559 นับเป็นสถิติใหม่ของบริษัท เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.5 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ยอดขายยังคงเพิ่มขึ้น ร้อยละ 7.1 เมื่อปรับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ ผลกระทบจากการซื้อกิจการ ทำให้บริษัทมีกำไรเพิ่มขึ้นร้อยละ 4 โดยรายได้หลักเป็นผลมาจากการซื้อกิจการบริษัทซัน โปรดักส์ จำกัด  ยอดขายภายใน (organic sale) ก่อนการหักผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ และการซื้อกิจการ มีอัตราเติบโตที่เพิ่มขึ้นที่ ร้อยละ 3.1

ทุกหน่วยธุรกิจมียอดขายที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ธุรกิจกาว มียอดขายภายในเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.8 ยอดขายกลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์เพื่อความงามหรือบิวตี้แคร์เพิ่มขึ้นร้อยละ2.1 และธุรกิจผลิตภัณฑ์ซักล้าง และผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 4.7
หลังพิจารณารายได้ที่เกิดขึ้นแบบครั้งเดียว ค่าใช้จ่ายแบบครั้งเดียวและค่าใช้จ่ายในการปรับโครงสร้างแล้ว ผลกำไรจากการดำเนินงานปรับตัวขึ้น ร้อยละ 8.5 เป็น 3,172 ล้านยูโร เทียบกับปี 2558 ที่ 2,923 ล้านยูโร) ทั้งสามหน่วยธุรกิจมีผลประกอบการที่ดีเยี่ยม กำไรก่อนหักดอกเบี้ยและภาษี (EBIT) เพิ่มขึ้นเป็น 2,775 ล้านยุโร ในขณะที่ปีก่อนหน้าอยู่ที่ 2,645 ล้านยูโร

ผลตอบแทนจากยอดขายหลังปรับปรุง (กำไรหลังหักดอกเบี้ยและภาษี) เพิ่มขึ้น 0.7 จุด จาก ร้อยละ 16.2 เป็น 16.9 ส่วนผลตอบแทนจากยอดขายเพิ่มขึ้น 0.2 จุด เป็นร้อยละ 14.8 ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก ร้อยละ 14.6 ในปีก่อนหน้า
ผลประกอบการเพิ่มขึ้นจาก -42 ล้านยูโร เป็น -33 ล้านยูโร
ค่าใช้จ่ายจากการซื้อกิจการบริษัท เดอะ ซัน โปรดักซ์ มีมูลค่ามากกว่า การชำระคืนจากหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุน (hybrid bond)

หลังจากหักดอกเบี้ยที่ควบคุมไม่ได้ รายได้สุทธิเพิ่มขึ้น ร้อยละ 10 เป็น 2,323 ล้านยูโร (ปี2558: 2,112 ล้านยูโร) เมื่อหักดอกเบี้ยที่ควบคุมไม่ได้แล้ว จำนวน 40 ล้านยูโร รายได้สุทธิหลังการปรับปรุง เพิ่มขึ้น ร้อยละ 6.9 จาก 1,921 ล้านยูโร เป็น 2,053 ล้านยูโร

ขณะที่กำไรสุทธิต่อหุ้นบุริมสิทธิ์หลังการปรับปรุง เพิ่มขึ้น ร้อยละ 9.8 จาก 4.88 ยูโร เป็น 5.36 ยูโร นับเป็นสติถิใหม่ กำไรสุทธิต่อหุ้นบุริมสิทธิ์ที่ไม่ได้ปรับปรุง เพิ่มขึ้นจาก 4.44 ยูโร เป็น 4.74 ยูโร

คณะกรรมการบริหาร คณะกรรมการกำกับดูแล และผู้ถือหุ้น มีกำหนดประชุมประจำปีในวันที่ 6 เมษายน 2560 เพื่อเสนออัตราเงินปันผลต่อหุ้นบุริมสิทธิ์เพิ่มขึ้น จากร้อยละ 10.2 เป็น 1.62 ยูโร เมื่อเทียบกับ 1.47 ยูโร ในปีก่อนหน้า และเพิ่มอัตราเงินปันผลต่อหุ้นสามัญ จากร้อยละ 10.3 เป็น 1.60 ยูโร เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าที่ 1.45 ยูโร จัดเป็นอัตราเงินปันผลที่สูงที่สุดในประวัติกาล เท่ากับร้อยละ 30.3

อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียนสุทธิต่อยอดขายปรับตัวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 0.3 จากร้อยละ 3.8 เป็น ร้อยละ 3.5  ส่วนสถานะ
ทางการเงินของ เฮงเค็ล หนี้สินสุทธิอยู่ที่ 2,301 ล้านยูโร เดือนธันวาคม 2558, การลงทุนเงินสดสุทธิอยู่ที่ 335 ล้านยูโร  การเปลี่ยนแปลงในลักษณะดังกล่าวเป็นผลมาจากการชำระหนี้จากการเข้าซื้อกิจการ 

ผลประกอบการของภาคธุรกิจ

กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีกาวมีอัตรายอดขายภายในเพิ่มขึ้น ร้อยละ 2.8 ในปีงบประมาณ 2559 นับเป็นการเติบโตที่สูงกว่าตลาด ยอดขายที่คำนวณโดยไม่พิจารณาผลกระทบอื่นๆ ปรับตัวลดลงเป็น 8,961 ล้านยูโร เมื่อเทียบกับ 8,992 ล้านยูโรในปีก่อนหน้า

กลุ่มตลาดเกิดใหม่มียอดขายที่เติบโตอย่างมั่นคง ในภูมิภาคลาตินอเมริกาเพิ่มขึ้นถึงสองหลัก ขณะที่ยุโรปตะวันออกมียอดขายที่เพิ่มขึ้นอย่างมากเช่นกัน สำหรับในเอเชีย (ไม่รวมประเทศญี่ปุ่น) เติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่วนในแอฟริกาและตะวันออกกลางยังอยู่ในทิศทางที่ดีท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมืองและการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ
ยอดขายในตลาดอิ่มตัวอยู่ในอัตราที่เท่ากับปีก่อนหน้า ยอดขายในอเมริกาเหนืออยู่ในทิศทางที่ดี ในขณะที่กลุ่มประเทศยุโรปตะวันตกเติบโตเท่ากับปีก่อนหน้า และตลาดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ยอดขายต่ำกว่าปีก่อนหน้า

กำไรจากการดำเนินงานที่ปรับปรุงแล้วจากธุรกิจเทคโนโลยีกาว เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.2 เท่ากับ 1,629 ล้านยูโร ผลตอบแทนต่อยอดขายที่ปรับแล้ว เพิ่มขึ้นถึง 1.1 จุดเป็น ร้อยละ 18.2 ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.8 เป็น 1,561 ล้านยูโร

ในปี 2559 กลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์เพื่อความงามหรือบิวตี้แคร์เริ่มต้นปีได้อย่างดีเยี่ยม เช่นเดียวกับปีก่อนหน้า มียอดขายภายในเพิ่มขึ้น ร้อยละ2.1 ยอดขายเติบโตเหนือกว่าตลาด เพิ่มขึ้น คิดเป็นมูลค่า 3,838 ล้านยูโร เมื่อเทียบกับ 3,833 ล้านยูโรในปี 2558

ทุกภูมิภาคมีส่วนสำคัญในการสร้างยอดขายที่มั่นคง ซึ่งกลุ่มตลาดเกิดใหม่ยังคงเป็นพลังขับเคลื่อนหลักในการเติบโต ด้วยอัตราขายตัวเลขสองหลักในยุโรป และลาตินอเมริกา
ยอดขายในเอเชีย (ไม่รวมประเทศญี่ปุ่น) และแอฟริกาและตะวันออกกลาง มีการเติบโตในทิศทางที่ดี ส่วนยอดขายในตลาดอิ่มตัวได้รับผลกระทบจากการแข่งขันทางราคาและการส่งเสริมการขาย ทำให้ยอดขายในปีนี้ต่ำกว่าปีก่อนหน้าเล็กน้อย ในยุโรปตะวันตกและตลาดอิ่มตัวในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก พบว่า ยอดขายต่ำกว่าปีก่อนหน้า ส่วนในอเมริกาเหนือ ยอดขายกลุ่มสินค้าบิวตี้แคร์มีการเติบโตอย่างแข็งเกร่ง

กำไรจากการดำเนินงานที่ปรับปรุงแล้ว จากธุรกิจผลิตภัณฑ์เพื่อความงามหรือบิวตี้แคร์เพิ่มขึ้น ร้อยละ 6.1 เป็น 647 ล้านยูโร ผลตอบแทนต่อยอดขายที่ปรับแล้ว เติบโตอย่างดีเยี่ยมที่ 1.0 จุด เป็นร้อยละ 16.9 ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นเป็น 526 ล้านยูโร น้อยกว่าปีก่อนหน้าที่ 561 ล้านยูโร

ธุรกิจผลิตภัณฑ์ซักล้าง และผลิตภัณฑ์ในครัวเรือนมีกำไรที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ยอดขายภายในเพิ่มขึ้น ร้อยละ 4.7 ซึ่งสูงกว่าการเติบโตของตลาดอย่างชัดเจน ยอดขายที่คำนวณโดยไม่พิจารณาผลกระทบอื่น ๆ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 12.8 คิดเป็นมูลค่า 5,795 ล้านยูโร ซึ่งเป็นผลมาจากการเข้าซื้อกิจการในปี 2559

ยอดขายสูงขึ้นในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ ในเอเชีย (ไม่รวมประเทศญี่ปุ่น) ธุรกิจผลิตภัณฑ์ซักล้าง และผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน มียอดขายเติบโตขึ้นสองหลัก ในแอฟริกาและตะวันออกกลางมียอดขายเพิ่มขึ้นสูง สะท้อนทิศทางการเติบโตที่ดี ส่วนในตลาดอิ่มตัวมีการเติบโตอย่างมั่นคง โดยยอดขายเพิ่มขึ้นในอเมริกาเหนือและยุโรป
กำไรจากการดำเนินงานที่ปรับปรุงแล้วเพิ่มขึ้นสองหลัก เท่ากับร้อยละ 13.7 เป็นมูลค่า 1,000 ล้านยูโร ผลตอบแทนต่อยอดขายที่ปรับแล้ว เพิ่มขึ้น 0.2 จุด เป็นร้อยละ 17.3 ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.2 เทียบกับปีก่อนหน้าที่ 786 ล้านยูโร เป็นมูลค่า 803 ล้านยูโร

ผลประกอบการในภูมิภาค

จากสภาพการแข่งขันสูงในตลาด ยอดขายของกลุ่มประเทศยุโรปตะวันตกอยู่ในระดับเดียวกับปีก่อนหน้า แม้ยอดขายในยุโรปใต้มีทิศทางที่ดี แต่ในฝรั่งเศสลดต่ำลง โดยมีมูลค่ายอดขายที่คำนวณโดยไม่พิจารณาผลกระทบอื่น ๆ เท่ากับ 5,999 ล้านยูโร ต่ำกว่าปีก่อนหน้าเล็กน้อย เป็นผลมาจากวิกฤตอัตราแลกเปลี่ยน ยุโรปตะวันออกมียอดขายเพิ่มขึ้น ร้อยละ 7 เนื่องมาจากการเติบโตของธุรกิจในประเทศตุรกีและรัสเซียเป็นหลัก ยอดขายภายในภูมิภาคเพิ่มขึ้นร้อยละ 7 เป็นมูลค่า 2,713 ล้านยูโร เมื่อเทียบกับปี 2558 ที่ 2,695 ล้านยูโร

ในแอฟริกาและตะวันออกกลาง ถึงแม้จะได้รับผลกระทบจากความไม่สงบทางการเมืองในบางประเทศ ยอดขายที่คำนวณโดยไม่พิจารณาผลกระทบอื่นๆ เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.6 และยอดขายภายในเพิ่มขึ้น ร้อยละ 3.7 เป็นมูลค่า 1,378 ล้านยูโร เมื่อเทียบกับปี 2558 ที่ 1,329 ล้านยูโร

ยอดขายจากภูมิภาคอเมริกาเหนือ เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.7 เป็น 4,202 ล้านยูโร ยอดขายที่คำนวณโดยไม่พิจารณาผลกระทบอื่นๆ เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.2 เมื่อเทียบกับปี 2558 ที่ 3,648 ล้านยูโร ยอดขายที่เพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากการเข้าซื้อกิจการบริษัทเดอะ ซัน โปรดักซ์ ในขณะที่ยอดขายภายในลาตินอเมริกาเพิ่มขึ้นร้อยละ 13.8 โดยเฉพาะในเม็กซิโกที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดด้วยตัวเลขสองหลัก ยอดขายเพิ่มเป็นมูลค่า 1,055 ล้านยูโร ต่ำกว่าปีก่อนหน้าเพียงเล็กน้อยที่ 1,110 ล้านยูโร ยอดขายในเอเชียแปซิฟิกเติบโตร้อยละ 3.2 ส่วนยอดขายที่คำนวณโดยไม่พิจารณาผลกระทบอื่นๆ เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.6 เป็นมูลค่า 3,246 ล้านยูโร

ยอดขายภายในที่เพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากการเติบโตของทุกกลุ่มธุรกิจ คิดเป็น ร้อยละ 6.8 การเติบโตในภาพรวมนั้นได้แรงส่งหลักมาจากกลุ่มตลาดเกิดใหม่ ยอดขายที่คำนวณโดยไม่พิจารณาผลกระทบอื่นๆ เพิ่มขึ้นเล็กน้อยกว่าปีก่อนหน้า เป็นมูลค่า 7,814 ล้านยูโร สัดส่วนยอดขายที่มาจากกลุ่มตลาดเกิดใหม่ คิดเป็นร้อยละ 42 ต่ำกว่าปีก่อนหน้าเล็กน้อย เนื่องมาจากผลกระทบของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศและการเข้าซื้อกิจการ ในขณะที่สัดส่วนยอดขายในตลาดอิ่มตัว เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.4 เป็นมูลค่า 10,779 ล้านยูโร

ภาพรวมของเฮงเค็ล กรุ๊ป ในปี 2560

อีริค อีเดลแมน, ประธาน บริษัท เฮงเค็ล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในปี 2559 เราทำงานอย่างใกล้ชิดกับลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อกำหนดทิศทางด้านนวัตกรรม และความยั่งยืนในธุรกิจกาวและบิวตี้แคร์ เราจะก้าวไปข้างหน้าในแนวทางเดียวกับยุทธศาสตร์ 2020 ที่บริษัทได้วางไว้ โดยประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางทางธุรกิจและเทคโนโลยีประจำภูมิภาคเช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์ และญี่ปุ่น เรามุ่งสร้างธุรกิจให้เติบโต
อย่างยั่งยืน ผ่านการใช้กลยุทธทางดิจิตัลในทุกหน่วยธุรกิจ ความว่องไวภายในองค์กร และการลงทุนในความริเริ่มใหม่ๆ”  

เฮงเค็ลตั้งเป้าที่จะเพิ่มยอดขายภายในจากร้อยละ 2 เป็น ร้อยละ 4 ในปีงบประมาณ 2560 โดยทุกกลุ่มธุรกิจจะเติบโตในอัตราที่ใกล้เคียงกัน กำไรก่อนหักดอกเบี้ยและภาษี (EBIT) คาดว่าจะปรับตัวขึ้นมากกว่าร้อยละ 17 ส่วนกำไรสุทธิต่อหุ้น บุริมสิทธิ์หลังการปรับตัวขึ้นระหว่างร้อยละ 7 และ 9